วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเข้าร่วมงาน Education ICT forum 2017

ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าร่วมงาน Education ICT Forum 2017 (http://educationictforum.com) ซึ่งในปีนี้กำหนด Theme ของการจัดงานคือ How To Reform Education System to Accelerate Thailand 4.0 งานจัดขึ้น ณ ห้องวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเจ้าภาพหลักคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศประเทศไทย โดยความร่วมมือและสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิยาลัยราชภัฏจันทรเกษฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นต้น
     ในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.พิเชษฐ์ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งให้ประเด็นคิดที่สำคัญหลายๆ ประการ โดยเฉพาะการดำเนินงานของรัฐบาลในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศสู่ ประเทศไทย 4.0 ในระยะ 20 ปีข้างหน้าตามยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2560-2579 แต่ที่สำคัญคือ การพัฒนาศักยภาพของคนให้สามารถรองรับการพัฒนาในอนาคตที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ซึ่งภาคการศึกษาโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานรับผิดชอบการจัดการศึกษาทุกระดับของชาติ รวมทั้งการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งจะเป็นกลุ่มสำคัญในสังคมในอนาคตด้วย

 

 



  ประเด็นและสาระสำคัญที่ได้จากการเข้าร่วมสัมมนาที่นำมาแลกเปลี่ยนกันที่น่าสนใจ มีดังนี้
  • การปรับตัวของอุดมศึกษาไทย ทำอย่างไรที่จะรองรับการพัฒนาวิสัยทัศน์ชาติ "มั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" สู่ "ประเทศไทย 4.0" ด้วยวิกฤติคุณภาพการศึกษา คุณภาพบัณฑิตไทยที่ยังไม่ตอบสนองและสนับสนุนการพัฒนาไปสู่ประเทศไทย 4.0 หรือประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดประดิษฐ์นวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้บริบทของเทคโนโลยีของโลกที่ปรัลเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว 
  • การจัดการศึกษาที่เป็นแนวทางสนับสนุน Thailand 4.0 ที่สำคัญคือ ต้องปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เน้น Active Learning ตัวอย่างเช่น การใช้ STEM (Science, Technology, Engineer, Mathematic) เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้  การพัฒนาโรงเรียนไปสู่  Innovative School ซึ่งจะเป็นรูปแบบที่ต่างปัจจุบัน เป็นต้น
  • ผลกระทบด้านการศึกษาของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้เรียนเป็นผู้เลือกในสิ่งที่สนใจและอยากเรียนรู้ เช่น เทคโนโลยีการจัดการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สนใจเรียนกลุ่มใหญ่แบบออนไลน์ ที่สามารถสมัครเข้าเรียนได้จากทั่วโลก เรียนกับผู้สอนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขา/วิชานั้นๆ จากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก หรือจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เมื่อเรียนเสร็จได้ในใบรับรองคุณวุฒิ ที่เรียกว่าระบบการเรียนการสอนแบบ MOOC (Massive Open Online Course) เช่น Edx (https://www.edx.org) Saylor (https://www.saylor.org) Coursera (https://www.coursera.org) Khan Academy (https://www.khanacademy.org) เป็นต้น ซึ่งนวัตกรรมการเรียนรู้เหล่านี้ จะตอบสนองกับผู้เรียนยุค Gen Y หรือ Gen i ที่ต้องการเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการรู้และนำไปใช้ได้จริงๆ เรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มีชื่อเสียงระดับโลก ทำให้การจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยในรูปแบบปกติ ต้องนำไปพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้กับระบบการเรียนการสอนในหลักสูตรปกติของมหาวิทยาลัย

   จากสาระสำคัญที่ได้จากการเข้าร่วมประชุมสัมมนาครั้งนี้ ลองสืบค้นในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับแนวคิดที่นักการศึกษาไทยนำเสนอเกี่ยวกับ Education 4.0 ที่จะรองรับแนวคิด Thailand 4.0 ก็พบว่าท่าน ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ได้นำเสนอสไลด์บรรยายเรื่อง การเรียนรู้สู่อนาคต: ความท้าทายในศตวรรษที่ 21 ไว้ อย่างน่าสนใจ  ท่านที่สนใจลองศึกษาเพิ่มเติมดู เพื่อเป็นแนวทางในการปรับตัวของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษาโดยตรง ทั้งเป็นผู้สอนและผู้กำหนดนโยบายขององค์กรด้านการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยไทย ที่นวัตกรรมเหล่านี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยไทยอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้

เอกสารอ่านเพิ่มเติม:


หมายเหตุ: ต้นฉบับเผยแพร่ที่  http://sirichai.yru.ac.th/2017/04/education-ict-forum-2017.html

วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ทักษะการเขียน ทักษะการสรุปความด้วยเว็บบล็อก

[ชุมชนการเรียนรู้ใน Google+]
บทบาทของผู้สอนสำหรับผู้เรียนยุค Gen i (Internet Generation) ในปัจจุบันนี้และในอนาคตข้างหน้า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเป็นศูนย์กลางการให้ความรู้ การสอน (Instruction) มาเป็นผู้ที่ออกแบบและสร้างสถานการณ์การเรียนรู้ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในโลกความเป็นจริง มีบทบาทเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้เสนอแนะข้อมูลและสารสนเทศที่ผู้เรียนนำไปช่วยในการตัดสินใจ นำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ให้เหมาะสม สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของตนเอง แต่ที่สำคัญจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้จากการลงมือทำ (Learning by Doing) ให้มากที่สุด โดยเฉพาะการสร้างทักษะการสรรค์สร้างผลงาน การสื่อสารและนำเสนอผ่านโลกอินเทอร์เน็ต ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง ผู้สร้างสรรค์ มากกว่าการให้ผู้เรียนเป็นผู้เสพฝ่ายเดียว ผู้สอนควรสร้างแรงบันดาลใจ ด้วยโจทย์หรืองานที่ท้าทายแก่ผู้เรียน ที่สำคัญไม่ดูแคลนความสามารถของลูกศิษย์หรือผู้เรียน เพราะแหล่งเรียนรู้ ความรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างในปัจจุบัน ผู้เรียนสามารถค้นหาและพบได้ในโลกอินเทอร์เน็ต หรือกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า Internet of Things: IoTs ได้ทั้งสิ้น (โปรดอ่านเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://oho.ipst.ac.th/internet-of-things)


    จากประสบการณ์การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาการจัดการสารสนเทศด้านการศึกษา ในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ. 5 ปี) สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา หรือ มรย. (http://www.yru.ac.th) ในรายละเอียดวิชา (มคอ.3) ได้มีการกำหนดผลการเรียนรู้ในด้านที่ 5 ไว้ คือด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไว้ ได้แก่ (1) วิเคราะห์สรุปความคิดรวบยอด เกี่ยวกับศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ (2) ความสามารถใน
 การสื่อสาร มีทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูลเพื่อการแสวงหาความรู้ และการนำเสนอได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้สอนได้กำหนดวิธีการประเมินผลจากการพัฒนาเว็บบล็อกจัดการความรู้ สรุปความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้แต่ละครั้งจากทั้งผู้สอนและเพื่อนร่วมกลุ่ม เพื่อนร่วมชั้นเรียน นำเสนอผ่านเว็บบล็อกของผู้เรียนเอง ซึ่งพัฒนาด้วย Blogger (http://www.blogger.com) โดยมหาวิทยาลัยฯ ทำ MoU กับบริษัท Google ในการใช้ Google App for Education เป็นเครื่องมือจัดการเรียนรู้ ผลงานที่นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชา จำนวน 30 คน ได้พัฒนาเว็บบล็อก นำเสนอผลการเรียนรู้ที่ได้จากการเรียนรู้แต่ละครั้ง รวมทั้งนำเสนอกิจกรรมของการทำงานมอบหมายการทำโครงการ (Project) ของทีม ซึ่งใช้ Project-based Learning: PjBl เป็นกิจกรรมสำคัญของการเรียนรู้ในรายวิชา ซึ่งข้อสังเกตของผู้สอนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้น แต่ละคนสามารถสร้างผลงานเว็บบล็อก ตกแต่งและสรรค์สร้างวิธีการนำเสนอ รวมทั้งการแชร์เว็บบล็อกของตนเองให้แก่ผู้สอนและผู้เรียนคนอื่นๆ ในชุมชน Google+ ซึ่งมีรุ่นพี่ที่เคยลงทะเบียนเรียนในรายวิชานี้เป็นสมาชิกชุมชนด้วย ที่สำคัญการสะสมองค์ความรู้ รวมทั้งประวัติของผู้เรียนในเว็บบล็อกตนเอง จะเป็นประโยชน์ต่อการนำกลับมาใช้ในอนาคน
    ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างผลการพัฒนาเว็บบล็อกของผู้เรียน ซึ่งอาจเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาอื่นๆ (หรืออาจใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาผู้เรียนในหลักสูตรตลอดระยะเวลา 4-5 ปี ทั้งนี้ ผู้สอนจะต้องตกลงกันในหลักสูตร) ซึ่งเห็นว่าการใช้เว็บบล็อกในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับระบบอีเลิร์นนิ่ง ร่วมกับเครื่องมือ Socail Media หรือการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนปกติ สามารถสร้างทักษะต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำของผู้เรียนได้ เช่น ทักษะการสื่อสาร การนำเสนอ ทักษะการใช้ไอซีทีในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน ที่สำคัญคือทักษะการสรุปสาระการเรียนรู้จากการฟัง การอ่านเอกสารประกอบการสอนในแต่ละครั้ง สามารถนำเสนอในเว็บบล็อกของตนเอง เป็นการสร้างทักษะการฟัง การคิด การวิเคราะห์ การเขียน การนำเสนอในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นระบบ ที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นการสร้างลักษณะนิสัยสำคัญคือ ความรับผิดชอบต่อตนเอง การฝึกลักษณะนิสัยการตรงต่อเวลา ความขยันหมั่นเพียร ได้อีกด้วย ดังนั้น จึงขอยกตัวอย่างผลการพัฒนาเว็บบล็อกของผู้เรียนในรายวิชา ดังนี้

วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทิศทางและโจทย์วิจัยการศึกษาของไทย: กรอบคิดสู่การพัฒนาสำหรับนักการศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง

[Download]
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (http://www.onec.go.th) ซึ่งเป็นองค์กรภาครัฐ เป็นแท่งหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิการในทั้งหมด 5 องค์กรหลัก ซึ่งได้แก่  1) สำนักงานปลัดกระทรวง 2) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 3) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 4) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และ 5) สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการสภาการศึกษา

โดยที่สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการสภาการศึกษา มีพันธกิจที่สำคัญ
(http://www.onec.go.th/index.php/page/category/CAT0001068)  ดังนี้

[Download]
     1. จัดทำและขับเคลื่อนนโยบาย แผน และมาตรฐานด้านการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา รวมทั้งส่งเสริมความเสมอภาคของโอกาสทางการศึกษา และการมีงานทำ       
 2. ดำเนินงานวิจัย และส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยเพื่อจัดทำและพัฒนานโยบาย แผน และมาตรฐานด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ    
3. ดำเนินงานติดตาม ประเมินผล และพัฒนาระบบประเมินผลด้านการจัดการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์        
4. ดำเนินงานเกี่ยวกับกฎหมายด้านการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์        
5. สร้างการมีส่วนร่วมในการจัดทำและขับเคลื่อนด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 
6. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กร โดยใช้หลักธรรมาภิบาล


ที่มา: สำนักงานสภาการศึกษา. (2559). ทิศทางและโจทย์วิจัยของการศึกษาไทย เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก.  จาก http://backoffice.onec.go.th/uploads/Book/1476-file.pdf 

เอกสารทางวิชาการ การรายงานเรื่อง “การวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรมและภูมิปัญญาทางการศึกษา" และเรื่อง "กรอบและทิศทางการวิจัยทางการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา"  ซึ่งเป็นผลงานที่เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการสภาการศึกษา นับเป็นประโยชน์ต่อนักการศึกษาของชาติ นักเรียน/นักศึกษาที่สนใจหรือกำลังศึกษาด้านครุศาสตร์ ด้านศึกษาศาสตร์ ด้านการศึกษา  รวมทั้งครู-อาจารย์ นักการศึกษาในโรงเรียน สถานศึกษา สถาบันการศึกษา ในการที่จะศึกษาเป็นแนวคิด เป็นกรอบและแนวทางในการพัฒนาการศึกษาของชาติ ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง การพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับสาระสำคัญในรายงาน หรือการทำวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง หรือตามความถนัดและความสนใจของนักวิจัยด้านการศึกษาเอง โดยหวังว่าผลการวิจัยที่เกิดขึ้น จะเป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของชาติให้มีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้นต่อไป

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทิศทางการพัฒนาประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 ที่คนไทยและชาว มรย. ทุกคนต้องรับรู้ร่วมกัน

การอบรมหลักสูตรนักบริหารงบประมาณชั้นสูง (นงส.รุ่น 4) ซื่งเป็นหลักสูตรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้ตระหนักถึงกรเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า เปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้พัฒนาความรู้ ทักษะ สมรรถนะดานการบริหารจัดการงบประมาณ รวมทั้งการได้สร้างเครือข่ายการบริหารจัดการด้านงบประมาณ สร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำพาองค์กรที่ผู้บริหารรับผิดชอบไปสู่องค์กรแห่งคุณภาพ สร้างผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบถึงประชาชนคนได้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะ 20 ปีข้างหน้า ตามวิสัยทัศน์แผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศไทย ระยะ 20 ปี ไปสู่ Thailand 4.0 ภายใต้วิสัยทัศน์ "ประเทศไทยมีความ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"
    สำหรับความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ ในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา เป็นประเด็น เรื่อง "วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย" โดย ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  (http://www.nesdb.go.th/main.php?filename=index) ซึ่งเห็นว่าสไลด์ประกอบการบรรยายเป็นประโยชน์ในการสร้างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในระยะ 20 ปีข้างหน้า รวมทั้งวิธีการจัดสรรงบประมาณเชิงบูรณาการยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับส่วนราชการโดยตรง และมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการส่วนราชการภายในของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาทั้งระดับคณะหรือเทียบเท่า และระดับหลักสูตร เนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาประเทศในอนาคต ต้องใช้กำลังคนที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะประเด็นการสร้างศักยภาพการแข่งขันขององค์กรและของบุคลากร ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการจัดทำ "แผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาสู่มาตรฐานความเป็นเลิศ ระยะ 10 ปี พ.ศ. 2560-2569" หรือการปรับทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่เรียกว่า Reprofiling ที่มหาวิทยาลัยฯ กำลังขับเคลื่อนในขณะนี้

      ท่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสาร และศึกษาเพิ่มเติมจากลิงก์นี้ครับ

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ประสบการณ์ศึกษาดูงานด้านนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

     การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นับเป็นสิ่งจำเป็นและถือว่าสำคัญที่สุดในการพัฒนาองค์กร โดยกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่มีบริบทองค์กรคล้ายคลึงกันจึงเป็นเสมือนการเทียบวัด (Benchmarking) ความก้าวหน้าขององค์กร ในการพัฒนาสู่องค์กรคุณภาพ และทำให้เราสามารถประเมินสถานภาพขององค์กรเราได้ว่ามีสภาพขณะนี้เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา บุคลากรสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรจากกองนโยบายและแผน กองกลาง (งานพัสดุ งานการคลัง) และคณะผู้บริหาร รวม 22 ท่าน มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานและจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้บริหารและบุคลากร สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มีนักศึกษา 20,000-30,000 คน  การศึกษาดูงานครั้งนี้ นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จากประสบการณ์การแลกเปลี่ยนกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงานในส่วนของแผนและนโยบาย มีประเด็นข้อคิดสำคัญๆ ที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดีจากกิจกรรมครั้งนี้หลายประการ ได้แก่
  • การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ขององค์กร ผู้บริหารทุกระดับ บุคลากรทุกคนในองค์กร จะต้องรับรู้รับทราบ รู้ทิศทางการพัฒนาองค์กรสู่วิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ร่วมกัน ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์องค์กร นับเป็นเครื่องมือและกลไกไปสู่ความสำเร็จ ปัญหาสำคัญได้แก่ กระบวนการประเมินความสำเร็จของแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งคล้ายๆ กับองค์กรภาครัฐหลายแห่ง
   สำหรับประเด็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันในองค์กร เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านแผน นโยบาย และงบประมาณ ได้แก่
  • ขาดสารสนเทศสำหรับการตัดสินใจ เนื่องจากกองนโยบายและแผน จำเป็นต้องใช้ข้อมูลและสารสนเทศสำหรับการตัดสินใจ แต่มหาวิทยาลัยฯ ยังขาดสารสนเทศที่สมบูรณ์ในทุกมิติ ทั้งในด้านบุคลากร นักศึกษา งบประมาณ โครงการ/กิจกรรม ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา 
  • ขาดแผนยุทธศาสตร์เฉพาะด้าน  มหาวิทยาลัยฯ ยังขาดการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เฉพาะด้านให้สมบูรณ์ ได้แก่ แผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แผนยุทธศาสตร์การเงินและรายได้ แผนจัดการความเสี่ยง แผนพัฒนานักศึกษา และที่สำคัญคือ การนำแผนยุทธศาสตร์เหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ การติดตามผล และการรายงานผล
  • ผู้บริหารและบุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจ  ด้วยการเผยแพร่แผนยุทธศาสตร์ที่ยังเข้าไม่ถึงทุกภาคส่วนในองค์กร ทำให้ผู้บริหาร บุคลากร นักศึกษา ยังไม่เข้าใจ หรือขาดความสนใจในการนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติจริง 
  • การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ  เนื่องจากปัจจุบันการเสนอของบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 เน้นการเสนอโครงการบูรณาการตามแผนยุทธศาสตร์ 28 แผนงาน ดังนั้น จำเป็นต้องพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ที่เน้นการบูรณาการใน 3 มิติ คือ เชิงพื้นที่ (Area Based) เชิงภารกิจตามยุทธศาสตร์ที่รัฐกำหนด (Agenda) และเชิงฟังก์ชั่น (Function) ที่ต้องระบุกลุ่มเป้าหมาย ผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อนกับการดำเนินงานของหน่วยงานอื่น
  • ความร่วมมือจากหน่วยงานภายใน  การดำเนินงานของกองนโยบายและแผน จำเป็นต้องดำเนินงานตามนโยบายหรือการสั่งการของสำนักงบประมาณ หรือโดยรัฐบาล ซึ่งมักจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและสารสนเทศที่หลากหลายรูแบบ ส่วนใหญ่มักเป็นการร้องขอข้อมูลและสารสนเทศแบบเร่งด่วน ทำให้หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยฯ ไม่สามารถส่งหรือรวบรวมข้อมูลและสารสนเทศให้กองนโยบายและแผนได้ทัน จึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่าย การลดขั้นตอนการได้มาซึ่งข้อมูลและสารสนเทศ


วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ใช้งานแม่แบบสำเร็จรูปสำหรับส่งอีเมล

ต่อเนื่องจาก http://km.yru.ac.th/2016/10/blog-post.html ซึ่งเป็นการสร้างแม่แบบสำเร็จรูปสำหรับส่งอีเมล โดยในที่นี้กล่าวถึงเรื่องใช้งานแม่แบบสำเร็จรูปสำหรับส่งอีเมล ซึ่งหลักจากที่ได้ทำการสร้างแม่แบบสำเร็จรูป ก็จะเป็นขั้นตอนการใช้งานแม่แบบสำเร็จรูป โดยการใช้งานมีขึ้นตอนดังนี้

1. สร้างข้อความใหม่ขึ้นมา




วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สร้างแม่แบบสำเร็จรูปสำหรับส่งอีเมล

การสร้างแม่แบบสำเร็จรูปสำหรับส่งอีเมล หรือ Template สำหรับส่งอีเมลของ @yru.ac.th หรือ @gmail.com ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้งานอีเมล ที่ส่งอีเมลเป็นประจำ และต้องการส่งในรูปแบบเดียวกัน เช่น อีเมลแจ้งเตื่อนเรื่องต่างๆ เป็นต้น โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องเดิมซ้ำๆ การสร้างแม่แบบสามารถทำได้ดังนี้
1. สร้างข้อความใหม่ขึ้นมา



วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การทำปุ่มสลับเลขไทยใน Microsoft Word

ให้ทำการดาวน์โหลดโปรแกรมที่  http://www.yru.ac.th/file/NumThai.rar
จากนั้นทำการแตกไฟล์ และติดตั้ง
หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว ให้ทำการเปิดโปรแกรม MS-Word ขึ้นมา



วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Y-CMS เครื่องมือบริหารจัดการเว็บไซต์สำหรับหน่วยงานภายในและภายนอก


Logoมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานภายใน ทั้งหน่วยงานสนับสนุนและหน่วยงานด้านวิชาการ จัดทำและพัฒนาเว็บไซต์หน่วยงาน ให้บริการ ข้อมูล ข่าวสาร และองค์ความรู้ของหน่วยงาน ที่ให้บริการภาคประชาชนผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน จึงได้มีโครงการจัดทำพัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ (เครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำหรับหน่วยงาน) เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดี่ยวกัน

          งานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร ศูนย์คอมพิวเตอร์จึงได้พัฒนาเว็บไซต์ต้นแบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานหรือหน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยสามารถนำไปใช้งานเพื่อเป็นเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์หน่วยงาน

         สามารถดาวน์โหลดและศึกษาการใช้งานได้ที่ http://cms.yru.ac.th/


วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาเร่งปรับระบบการประเมินผลปฏิบัติราชการและตัวชี้วัด (KPIs)



      คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มีนโยบายเร่งพัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resoures Management: HRM) ขององค์กรทั้งระบบ เพื่อรองรับการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พ.ศ. 2560-2569  โดยมีเป้าหมายพัฒนาองค์กรให้มีศักยาภาพในการแข่งขันและมีอัตลักษณ์เฉพาะองค์กร เป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่าง "มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน" ตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้คือ "มหาวิทยาลัยคลังปัญญาแห่งชายแดนใต้" โดยจัดกิจกรรมประชุมปฏิบัติการพัฒนาและปรับปรุงระบบประเมินผลการปฏิบัติราชการและตัวชี้วัดการประเมินผลทั้งสายวิชาการและสายวิชาชีพ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ HRM กิจกรรมครั้งนี้นำทีมดำเนินการโดย ผศ.ดร.วรพจน์ แซ่หลี ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบประเมินผล ตัวชี้วัด และเกณฑ์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารงานบุคคล (กบม.) ของมหาวิทยาลัย โดยมีอธิการบดี ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารงานบุคคล (กบม.) และได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมทั้งให้โอวาทและแนวนโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ทั้งนี้ กิจกรรมนี้เป็นการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ 59 โครงการ/กิจกรรมของท่านอธิการบดีในเรื่องสานศักยภาพ "การเร่งรัดปฏิรูปกฎระเบียบ เพื่อให้เอื้อต่อการปฏิบัติภารกิจ"
     การจัดกิจกรรมประชุมปฏิบัติการการพัฒนาและปรับปรุงระบบประเมินผลปฏิบัติราชการ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน-1 กรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมเมอร์เมดสงขลา จังหวัดสงขลา มีการแบ่งกลุ่ม ระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม ซึ่งมีทั้งผู้บริหารระดับมหาวิทยาลัย คณะ/สำนัก/ศูนย์ ทั้ง คณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้างาน อาจารย์ และตัวแทนบุคลากร มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริหารระดับหัวหน้างาน ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนัก คณบดี และบุคลากรผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมกันพิจารณาและปรับปรุงระบบการประเมินผลปฏิบัติราชการ ตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผลงานให้ชัดเจน มีหลักฐานประกอบการพิจารณาเป็นเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยเฉพาะตัวชี้วัดของผู้บริหาร ที่จะต้องดำเนินการทำคำรับรองหรือข้อตกลงกับผู้บังคับบัญชาในการขับเคลื่อนตัวชี้วัดแผนปฏิบัติราชการประจำปี ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดตัวชี้วัดมาจากแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฯ อีกทั้ง มีตัวชี้วัดที่เป็นผลมาจากคะแนนผลการประเมินคุณภาพภายในของหน่วยงานที่ผู้บริหารกำกับอยู่
      สำหรับตัวชี้วัดและเกณฑ์ของสายวิชาชีพ มีการพัฒนาตัวชี้วัดร่วมเพื่อให้เป็นแนวทางในการนำไปใช้ในตำแหน่งหลักๆ ที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย เช่น เจ้าหน้าที่บริหารทั่วไป นักวิชาการศึกษา นักวิชาการคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่ธุรการ นักวิชาการโสตทัศนูปกรณ์ ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานของแต่ละตำแหน่งเป็นไปตามกรอบของมาตรฐานตำแหน่งและมีผลผลิตจากการปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถยกระดับคุณภาพการให้บริการ มีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น